แวบมาอัพเสียหน่อย เดี๋ยวบล็อกจะเน่าง่ะ  มาวันนี้ก็พิมพ์บันทึกกันลืมสำหรับการทำงานวาดภาพประกอบ ว่าเราได้ข้อคิิดอะไรมาบ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่อยากทำงานด้านนี้ค่ะ   

*เอารูปที่ทำช่วงนี้มาแปะค่ะ ยืนยันว่าทำงานสายนี้จริงๆ เน้อออออ!!  นี่ก็งัดมาแปะก่อนจะส่งให้สนพ.อีกอะ ขออภัยหากเป็นการผิดมารยาทนะคะ ^^'  (ท้วงกันได้จ้า จะได้เอาออก)

 

 

 

อัน 10 ข้อที่ว่านั้น มีดังนี้........

1. หากเพนท์จนเหมือนรูปถ่ายมากไป จงใช้รูปถ่ายเลยดีกว่า อย่าวาดเลย มันเมื่อย-เหนื่อย-เบื่อ!! (จากรูปไอเฟล เราก็ซึ้งจะแย่)

 

2. ในฐานะนักวาดภาพประกอบ เราเห็นว่าการรีทัชเป็นอีกเทคนิคหนึ่ง -ทางลัดให้รูปดูมีมิติ แต่ "คนที่(อยากจะ)เป็นนักวาดภาพประกอบ" ถ้าไปแต่ทางลัดมากๆ มันก็อย่างไรอยู่นะ...

เพราะคำว่า "ตั้งใจทำเป็นสื่อผสมด้วยการตัดปะ+เพนท์ทับ" กับคำว่า "ขี้เกียจวาด" หรือคำว่า "วาดไม่เป็นก็เลยรีทัชเอา" บางทีมันก็อยู่ใกล้กันมากน่ะ...

 *แต่ข้อนี้ไม่รวมนักวาดสมัครเล่น เราถือเป็นการฝึกค่ะ แต่ถ้าอยู่ในจุดที่ต้องวาดจริงจังเป็นมืออาชีพแล้ว การวาดด้วยมือเองจะเป็นผลดีกับตัวคนวาดมากกว่า

*และเราก็เข้าใจ บางทีแม้จะอยากวาดด้วยมือ แต่สนพ.ดันอยากให้รีทัชซะงั้น... งานพาณิชย์ศิลป์ก็สุดแต่นายจ้างอะนะ (เจอเคสนี้กับตัวเหมือนกัน...ช็อก คนบ้าพลังไม่เข้าจายยย T0T)

 

3. แต่ก่อน เราเห็นปกสีไม่สวย สิ่งแรกที่ว่าในใจเลยก็คือ คนวาดใช้สีไม่สวย พอมาทำหน้าที่นี้เองถึงกับสะอึก เพราะบางทีสีไม่สวยก็มาจาก "การพิมพ์" ที่มีตัวแปรหลายอย่าง อย่างโทนสีเขียว ฟ้า ม่วง เป็นอะไรที่เพี้ยนง่ายมาก ถ้าเป็นไปได้เราจะเลี่ยง.... T0T หรือแม้แต่การเปลี่ยนร้านเพลท ก็ทำให้งานเน่าได้เหมือนกัน แล้วไหนจะเรื่องค่าสีหน้่าจอคอมพ์ของแต่ละที่อีก ถ้าค่าไม่ตรงกันก็เละ โอ๊ย เยอะ...

 

4. รูปคนหน้าตาดี ไม่ได้หมายความว่าอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าต้องดู "สมดุล" เสมอ ไป มันอาจจะมีความพิการบางอย่างที่ทำให้หน้าตาดีได้ เพราะบ่อยครั้งที่เราวาดแล้วพบว่า คนบางคนตาเหล่นิดๆ ก็น่ารัก หรือแม้ตาไม่เท่ากัน ก็ยังหล่อเหลาขนาด ??? ถ้าเผลอไปวาดให้สมดุลเมื่อไรก็ดูไม่ดีซะงั้น??

* แต่ไม่ควรคิดแบบนี้กับงานการ์ตูนเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นหน้าพิการขัดหูขัดตาได้ เอิ๊กๆๆ

 

5. ในความคิดเรา สีผิวคนต้องมีสีเลือดระเรื่อเสมอ (สุขภาพดี) แต่ปัจจุบันนี้เท่าที่เห็นปก กลับฮิตสีผิวแบบแวมไพร์แฮะ คือ ไม่มีสีเลือดเลย เหมือนผิวพลาสติกหรือกระเบื้องเคลือบเสียมากกว่า?? โลกมันอนิจจังแท้... แต่เรายังยืนหยัดวาดหนุ่มสาวผิวสุขภาพดีต่อไป...หาได้แคร์ไม่ วะฮ่าฮ่า

 

6. รูปสาวยิ้มเห็นฟัน เป็นอะไรที่วาดยากค่อดๆๆๆ ถือเป็นรูปปราบเซียนอย่างหนึ่ง ด้วยรอยยับตรงมุมปาก + สีตรงร่องฟัน ทำให้สาวกลายเป็นแก่หง่อมได้ในบัดดล ครั้นจะไม่ใส่รอยยับที่มุมปาก ก็จะดูยิ้มแบบฝืนๆ อีก...เง้อ

 

7. รูปผู้ชาย ถ้าจะวาดให้หล่อเวอร์ เลือกมุมให้เห็นดั้งจมูกโด่งๆ ชัดๆ จะมีชัยไปกว่าครึ่ง อันนี้ยืนยัน!!

 

8. จะให้หล่อกว่านั้น ต้องให้ผู้ชายใส่สูทดำ ฮ่าๆๆๆ.... ??? เอ แต่เราก็ชอบนะ จะว่าไปก็วาดใส่สูทดำตลอดเหมือนกัน -*-

 

9. การแก้งานเป็นเรื่องธรรมชาติ.... การจะทำให้ถูกใจนักเขียน + บก. นั้นก็ยากแล้ว ยังต้องทำให้ถูกใจนักอ่านอีก นี่สิยากกว่า!!  คล้ายกับการซื้อหวยเลยทีเดียวเชียว งานปกไหนวาดแล้วครั้งเดียวผ่าน ต้องจุดพลุฉลองเลยด้วยซ้ำ ในชีวิตเรานี่มีนับชิ้นได้ ฮ่าๆๆๆ (พิมพ์ได้ไม่อายฟ้าดิน)

 

10. การวาดภาพ แม้จะถือเป็นการฝึกสมาธิได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ทำให้สติเรากระเจิงได้เหมือนกัน เช่น  'ปู้จายคนนี้หล่อจังอะ เคลิ้มมมมม' หรือ 'ทำไมต้องวาดนังชะนีนี่ด้วยนะ เกะกะ ฉันจะดูปู้จาย' หรือ 'เว้ยยยย  ทำไมวาดไม่หล่อซักทีเว้ยยย ศัลยกรรมซ่อมมาทั้งหน้าแล้วเนี่ย!!'  ....เป็นต้น -*-

 

--- ถ้าคิดได้อีกจะมาพิมพ์ใหม่จ้า ^^  จริงๆ ก็ยังมีอีกเยอะล่ะค่ะ แต่เรายังไม่รวบรวมเป็นภาษาคน เวลามีน้อยใช้สอยอย่างประหยัด ฮ่าๆๆๆ

ป.ล. ที่ช่วงนี้หายไปยาวเพราะงานยุ่งค่ะ และส่วนใหญ่เป็นงานอีกสายหนึ่ง ก็เรียนรู้เพิ่มอีกเยอะเลย ผนวกกับเราไปเ่ล่นเฟซบุ๊คมากกว่าด้วยอะ...  (สารภาพ) เพื่อนๆ ตามไปที่เฟซบุ๊คได้เน้อออออ ^^/

สำหรับเราแล้ว คำว่า "ลาออก" เป็นคำที่พูดยาก และในชีวิต ก็ไม่ควรพูดบ่อยด้วย
 ทว่าคราวนี้... เราตัดสินใจมาเป็นเดือนๆ ว่าต้องพูด เมื่อค้นพบความจริงบางอย่างทั้งตัวเราเองและออฟฟิศ
ก็ไม่ใช่ว่าการลาออกครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเรา เพียงแต่แน่ใจว่าครั้งนี้เป็นการลาออกเพื่ออนาคตของตนเอง ที่ดีกว่าเดิมแน่นอนค่ะ
จากการทำงานที่นี่ เราได้พบเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก ได้พบฟรีแลนซ์ที่น่ารัก และได้พบเจ้านายที่น่ารัก รายได้ก็พอไหว เพราะที่ทำงานใกล้บ้านจึงไม่เสียค่าใช้จ่ายมากนัก
เอ๊ะ..? แล้วทำไมถึงลาออกล่ะ  (เพื่อนเราถามแบบนี้กันเกือบทุกคน)
ได้ทบทวนแล้วค่ะ...
เราคงจะเหนื่อยหน่ายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กับความ "เยอะ" ของคนละมัง
จากหน้าที่ ส่วนหนึ่งเราต้องเป็นฝ่ายประสานงาน ติดต่อฟรีแลนซ์ในฐานะตัวแทนสนพ.
หลายครั้ง... ที่เรากระอักกระอ่วนใจ เมื่อทางออฟฟิศของเราดันเอาแน่เอานอนไม่ได้
ด้วยหน้าที่ ทำให้เราต้องแบกหน้าไปคุยกับฟรีแลนซ์ให้รับความเปลี่ยนแปลง  ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเขา
แม้เราจะโชคดีที่ฟรีแลนซ์ส่วนมากเข้าใจสถานภาพของเราเป็นอย่างดี (เพราะความสนิทสนม)
แต่ภายในใจเรา รู้สึกเสียเครดิตและละอายใจค่ะ
หลายครั้ง... ที่ต้องพยายามไฟท์โปรเจ็กต์ เพื่อสาขางานที่เราชอบ
แล้วผลสรุป มันคือ ความเหนื่อยเปล่า...
"เพื่ออะไร?" ต้องถามตนเองกับน้องในทีมทุกวัน
 
ยอมรับเลยว่า "ท้อ" กับออฟฟิศค่ะ (แต่ไม่ท้อกับชีวิตตนเอง มันแยกกันนะ)
เห็นใจและเข้าใจเจ้านายเราด้วย
เพราะเจ้านายเราก็ต้องยอมรับมติในที่การประชุมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ มันมีมากจนเราปรับตัวไม่ไหว แม้จะพยายามปรับมาแล้วหลายปี
อยากจะ "ให้ใจอยู่กับปัจจุบัน" เหมือนกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร
ต้องรีบหยุด ก่อนเราจะรู้สึกเสียดายเวลาค่ะ
เพราะกลายเป็นว่า งานการจริงๆ ก็ไม่ใคร่จะได้ทำ มัวแต่ไปรองรับความเยอะของคนอยู่...
ส่วนงานที่ตนเองชอบจริงๆ ก็ต้องไปทำที่บ้าน แล้วก็เหนื่อย(ใจ)จนแทบไม่ได้แตะเลย... เป็นวงจรชีวิตเช่นนี้ไม่สิ้นสุด
แล้วชาติไหนหรือ จะได้ทำงานที่ชอบจริงๆ ล่ะ? ฮ่วย...
คิดได้อย่างนี้ ก็ทำให้เรานึกถึงชื่อปกหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งค่ะ...
ชื่อว่า "พรุ่งนี้ หรือชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาก่อน"
มันใช่เลยค่ะ...
เมื่อเร็วๆ นี้ เราก็เพิ่งเสียคุณลุงที่สนิทไป (จริงๆ คุณลุงก็อายุมากแล้วล่ะนะคะ)
เพียงแต่เราใจหาย...ก็เพิ่งเห็นกันหลัดๆ ท่านยังดูแข็งแรงดี
แต่บทจะไป ก็ไปกันปุบปับอย่างนี้เชียวหรือ?
มันอดคิดไม่ได้ค่ะ แล้วถ้าเป็น "เรา" ล่ะ?
ในชีวิตยังมีอะไรอยากทำอีกเต็มเลย  แค่เรื่องงานในฝันก็บานตะไทแล้ว ไหนจะเรื่องปฏิบัติธรรม ไหนจะเรื่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตอีก ฯลฯ
เยอะ... แต่วันนี้ยังไม่ได้เริ่มอะไรจริงจังสักอย่าง เพราะติดงานประจำตัวนี้อยู่
ถ้าตูตายไปตอนนี้ มิกลายเป็นเปรตสิงในกระดาษต้นฉบับหรอกหรือนี่?
พออายุมาก... เราก็คิดแล้ว ว่าจะอยู่ออฟฟิศนี้จนปลดเกษียณเลยหรือ?
ในสมองตอบชัดเจนว่า "ไม่"
จึงตัดสินใจก้าวเท้าออกมา เริ่มหาทิศทางตนเองก่อนอายุอานามจะมากกว่านี้ค่ะ
เพื่อนเราเคยคอมเมนต์ไว้ว่า...
"ที่แกคิดแบบนี้ได้เพราะยังไม่มีภาระ และชีวิตแกยังไม่เคยลำบากจริงๆ น่ะสิ คนอื่นเขาเลือกไม่ได้เพราะภาระมันบังคับ แต่แกยังกล้าบ้าบิ่นเลือกทางสุดเสี่ยงให้กับตนเองแบบนี้ได้"
เราก็อึ้งๆ ไป...แต่ก็ทำให้นึกถึงคำที่เรามักพูดให้น้องๆ ร่วมสายงานฟังเสมอ
"เราควรจะทำงานที่ชอบ ในขณะที่ตนเองมีฝัน มีเรี่ยวแรง มีเงินทุน(แม้จะน้อยนิด)และยังไม่มีภาระ(มาก)
ย่อมดีกว่ามานึกได้เอาตอนชรา จับปากกาก็สั่นหง่อกแหง่ก เพื่อวิ่งตามหาฝันตนเองทั้งๆ ที่เดินยังไม่ค่อยจะไหว
มันช้าไป..."
(อ้าว... กรรม เราไปเชียร์น้องให้กล้าบ้าบิ่น ในความคิดของเพื่อนหรือนี่?)
 
 แต่ก่อน ที่เราไม่ตัดสินใจแบบนั้น เพราะคิดว่างานออฟฟิศจะไปได้ดี และต้องได้เดินสายงานที่ตนเองชอบแน่นอน
หาก ณ บัดนี้เรามั่นใจแล้ว ถ้าอยู่ต่อไปจะเสียเวลา
เฮ้อ...
 
ถึงจะหงุดหงิดกับคำของเพื่อน ที่ดูเหมือนว่าชีวิตเรา "โชคดี" ที่ยังกล้าบ้าบิ่นอย่างนี้ได้
เอาวะ...โชคดีก็โชคดี เราก็ขอใช้ "ความโชคดี" ตรงนี้เป็นต้นทุน ต่อทุนชีวิตในครั้งต่อไปละกันนะ
สงกรานต์ปีใหม่ไทยปีนี้ เราจะเริ่มชีวิตใหม่แล้วค่ะ
"วิถีแห่งฟรีแลนซ์ จงเจริญ!"
และก่อนจะถึงสงกรานต์ปีหน้า (2555) < เลขสวยเนอะ
เราจะมีผลงานมากมาย ซึ่งเป็นงานที่เราชอบจริงๆ ออกมาสู่สายตาประชาชน
(แต่ประชาชนจะชอบหรือเปล่าเราไม่รู้ ฮ่าฮ่า)
อยากรู้เหมือนกันว่าในอนาคต เมื่อถึงสงกรานต์ปีหน้า เราจะทำปณิธานนี้ได้สำเร็จจริงๆ ไหม
........ เราจะไม่ใช้คำว่า "หวังว่าจะสำเร็จ"
แต่ "ต้องสำเร็จ" เท่านั้น!!
สู้ค่ะ!
 
* ป.ล. ขออภัยที่บล็อกรับสงกรานต์คราวนี้ดู "ดราม่า" มากนะคะ... อาจจะบ่นวกไปวนมาตามประสาคนแก่ เอิ๊ก~
ไปแระค่ะ... บ่นจนสบายใจ แล้วกลับไปทำงานต่อดีกว่า อิอิ Embarassed
(แม้จะเพิ่งลาออก แต่ก็มีงานจ่อแล้ว 3 รายจ้า~ มีใครอยากเป็นผู้ช่วยเราม้ายยย?)
 
(พื้นที่โฆษณา) :ใครอยากจ้างงานฟรีแลนซ์เป็ดๆ อย่างเรา ตอนนี้มาเลยค่ะ รับโลดดดดดด เพราะฝึกจากที่ออฟฟิศมาหมดแระ ทำได้หมดทั้งวาดการ์ตูนคอมมิคทั้ง สี และขาวดำ วาดภาพประกอบบทความ วาดปกนิยายแบบเรียล เขียนบทความ  รับพิสูจน์อักษรด้วยน้า ฮ่า~ ราคาต่อรองได้ แต่ขอจ่ายเงินให้ตรงละกันจ้า (<< อันนี้สำคัญ)
  
จริงๆ ว่าจะอัพเอนทรีนี้ตั้งแต่วาเลนไทน์ แต่ด้วยความขี้เกียจต่างๆ นานา ทำให้อู้ลากยาวจนถึงวันนี้ล่ะค่ะ  ในเมื่อไม่แคร์เทศกาลกันแล้ว เราก็ไม่คิดมาก ฮ่า~
 
กุหลาบ ถือเป็นดอกไม้ไฟท์บังคับของนักวาดทุกคนที่ต้องผ่านมันมาบ้าง แล้วเราก็ด้วย เจอเยอะด้วย ตั้งแต่ในงานการ์ตูนขาวดำ งานภาพสีการ์ตูน ไปจนถึง งาน Real ค่ะ
แต่คราวนี้เราจัดงาน Real ให้ดูละกันนะคะ  เพราะงานอื่นๆ น่าจะดูจนเลี่ยนแล้ว 
เป็นรูปกุหลาบในหลากแนวหลายอารมณ์ค่ะ ภาพเหล่านี้ล้วนเป็นปกนิยายมาแล้วทั้งนั้น หากใครได้พบพานเห็นจะเป็นบุญวาสนาโดยแท้ ฮ่าฮ่า (เปล่าหรอกค่ะ เพราะเป็น Rare Item น่ะ) 
 
ภาพแรก เป็นธีมกุหลาบแดงท่ามกลางเกล็ดหิมะ
 
 
 
ภาพที่ 2 เป็นธีมกุหลาบขาวที่แปดเปื้อนเลือดสดๆ  (ขออภัยที่ย่อรูปไม่เท่ากันค่ะ ขี้เกียจแก้ง่ะ)
 
 
ภาพที่ 3 เป็นธีมกุหลาบชมพูอมส้ม หวานหวามอบอุ่นใจ
 
 
 
และงานต่อไปของเรา ก็จะยังมีกุหลาบมาเกี่ยวข้องอีกค่ะ ที่เลือกทำเพราะมันมีกุหลาบนี่แหละ ...โปรดติดตามรอชม ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไรนะคะ แต่ภายในชาตินี้แน่นอน --  เพราะตอนนี้เราเริ่มอยากได้น้ำหอมกลิ่นกุหลาบขวดใหม่อีกแล้ว ซิกซิก... ต้องหาเงินไปซื้อมันให้จงได้! (ยี่ห้อ Chloe' ค่ะ ใครรู้จักจะรู้ว่ายี่ห้อนี้แพงลากเลือดเพียงใด) ...ซึ่งเป็นหนึ่งในความไร้สาระของชีวิตเราค่ะ จะกัดก้อนเกลือกินเพราะห้ามใจตนเองไม่ค่อยได้นี่แหละ
 
วันนี้ขออัพเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ เพราะมีงานรอ ตอนนี้ก็เข้าหน้านาที่ออฟฟิศแล้ว ต้องรับใช้ชาติและพลีชีพเพื่อชาติในงานหนังสือเดือนมีนานี้ค่ะ เพื่อนๆ นักเขียนและนักวาดก็สู้ๆ นะคะ โย่วววว
เวลานี้...ทหารกล้าจักต้องมีใจเหี้ยมหาญ เราจักสู้เพื่อธนบัตรรรรรรรร!!!
(เพี้ยง..ขายดีๆ นะพี่น้อง)
 
 
ไปแระค่ะ 
เพื่อนๆ คอมเมนต์กันได้นะคะ  จขบ.คิดถึงทุกคนที่มาเยี่ยมจ้า Embarassed
เมื่อโชคชะตาจับพลัดจับผลูให้ไปร่วมงาน Ignite ที่ผ่านมา ทำให้ฉันได้ตกผลึกทางความคิดหลายอย่าง กลับมาทบทวนตนเองเรื่อง "ความฝัน" 
ความฝันที่มาจากความชอบ ความชอบที่ทำให้ฉันมีความสุข
ฉันคิดเข้าข้างตัวเองว่า เป็นคนโชคดีที่รู้ว่าตนเองฝันอะไรตั้งแต่เด็ก และก็ได้ทำตามที่ฝันด้วย
 
แต่...
บนเส้นทางของความเป็นจริง  ฉันคิดว่าฉันกำลัง "ท้อ"
เมื่อก่อนฉันจะไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุก พร้อมกับอีโก้ที่อยากทัดเทียมคนเก่ง พร้อมๆ กับอยากเอาชนะตนเอง
สนุกกับการคิด สนุกกับการทำ มีไอเดียประหลาดๆ ที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้างผุดขึ้นทุกวัน
 
ปัจจุบัน... จากที่ฉันเห็นโลก เห็นตัวเอง เห็นคนอื่นๆ
แทนที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้เพิ่มพลังฝ่าฟัน
ฉันกลับปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับกระแสด้านลบของโลก

เคยคิดว่าตนเองได้พยายามแล้ว แต่มันไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างที่ใจอยากให้เป็น ฉันคงต้านแรงเสียดทานนั้นไม่ได้
 

จากการไปงาน Ignite ครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ฉันมี "พลัง" ไม่พอต่างหาก
วิทยากรแต่ละท่าน ต่างผ่านการต่อสู้กับวิถีด้านลบของโลกมาแล้วทั้งนั้น
แต่ท่านก็ไม่ได้ท้อถอย ยังคงสู้ฝ่าฟันเพื่อเป้าหมายของตนเอง

 

วิทยากรบางท่าน ร่างกายพิการ... แต่กลับมีพลังใจทำงานเพื่อผู้อื่นอย่างน่าอัศจรรย์
วิทยากรบางท่าน ที่อุทิศชีวิตเพื่องานสาธารณะ แม้จะถูกกล่าวหาว่า "บ้า"
วิทยากรบางท่าน มีประสบการณ์โชกโชนจนประสบความสำเร็จ และตั้งใจจะเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีต่อไป
พวกเขาไม่เคยท้อในเป้าหมายของตนเองเลย

ทำไม?

แรงใจมหาศาลนั้นมาจากไหน?
ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นได้อย่างนั้น?
ฉันกลับมานั่งครุ่นคิดอยู่
มันก็ได้ข้อสรุป..

เพราะ "ความกลัว"
กลัวผิดหวัง กลัวเจ็บตัว กลัวคนอื่นติติง
ขี้ขลาด ขึ้เกียจ ขี้ระแวง สารพัด
ความรู้สึกลบแบบนี้แหละที่ขวางกั้นความเจริญ และทำให้ท้อในที่สุด

ฉันกลับมาถามตนเองอีกว่า...
มิทราบว่า ท้อ แล้วได้อะไร?
มีอะไรที่แย่กว่าการสูญเสียคุณค่าในตนเองอีกหรือ?
กะอีแค่ มีคนด่าเรา กะอีแค่ความผิดหวังนิดหน่อย กะอีแค่การกินแกลบบ้างอะไรบ้าง
จริงๆ มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีไม่ใช่หรือ แล้วจะกลัวทำไม
แต่ถ้าไม่รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง
อันนี้สิ แย่ที่สุด ไม่รู้จะเกิดมาเป็นคนทำไม
ชีวิตที่ว่างเปล่าไร้ประโยชน์นั้นน่ะ
อยู่ไปก็เปลืองทรัพยากรโลกแท้ๆ

ณ วันนี้... ฉันจะขอตั้งปณิธานใหม่
กลับมาตั้งเข็มทิศอีกครั้ง
ฉันจะขอ "บ้า" ให้เต็มที่
บ้าทำอย่างที่ตนเองฝัน
จะไม่ให้พลังด้านลบเข้ามาบั่นทอนกำลังใจอีก

และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
อย่างน้อยก็ได้ความภาคภูมิใจกับชีวิตตนเอง
พอกันที สำหรับการถอนใจเปล่าๆ ปลี้ๆ โดยไม่ลงมือทำอะไรเลย
พอกันที กับวังวนชีวิตที่ต้องหมุนไปตามกระแสความต้องการและความคาดหวังของคนอื่น

วันนี้ ฉันจะทำเพื่อตนเองอย่างแท้จริง
และจะทำเพื่อ คนอื่น ที่กำลังเดินตามหลังมาด้วย
จะขอคืนสิ่งดีๆ ที่โลกนี้เคยมอบให้ฉัน
ให้มากขึ้นร้อยเท่า พันเท่า เท่าที่ฉันจะทำได้
หากถึงเวลาสิ้นลมหายใจในโลกนี้ ก็จะได้ไม่เสียดายชีวิต...

 .......................................................
 
 
 
[แอบบอกเพิ่มเติม]
 
สิ่งที่เราสัมผัสได้จากงาน Ignite อีกอย่างหนึ่ง
คือ วิทยากรทุกท่านล้วนมีจิตแห่ง "การให้"
ให้โดยไม่หวังผล
ซึ่งมันยิ่งใหญ่มากเลยสำหรับฉัน...

ส่วนหนึ่ง ฉันพอจะเข้าใจกับการให้แบบนี้
ว่าทำไมวิทยากรทุกคนท่านถึงดูสดใส มีพลังชีวิตล้นเหลือปานนั้น
เพราะครั้งหนึ่ง ฉันเองก็มีประสบการณ์เป็นผู้ให้ (โดยไม่ได้ตั้งใจ)
จากการได้สอนเดินจงกรม กับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโปลิโอ
เห็นพี่เขาพยายามเรียนรู้การเดินจงกรมจากเรา
ตั้งใจเดินจงกรม แม้ขาของเขาจะเป็นโปลิโอ
เดินก็ไม่ค่อยถนัด เป๋ไปเป๋มาบ้าง
แต่แววตาของเขาดูมีความสุขจริงๆ
เป็นภาพสวยงามที่เราจำไม่ลืมเลย...

แค่สอนเพียง 30 นาที
ทำไมใจเราถึงพองฟูได้นานเป็นวันๆ ก็ไม่รู้
ความปิติอิ่มเอิบใจมันซ่านอยู่นาน แค่คิดถึงตอนนั้น จิตก็รู้สึกดีๆ แล้ว
มันเกิดกำลังใจ อยากจะให้ผู้อื่นอีกเยอะๆ
การให้โดยไม่หวังผล มันสุขใจแบบนี้นี่เอง

และถ้าได้มีโอกาส "ให้" แบบนั้นบ่อยๆ
ฉันเชื่อว่า จิตจะเมตตาคนอื่นโดยอัตโนมัติ
อัตตาที่มีจะค่อยๆ กร่อนลงไป
ทุกลมหายใจเข้าออก ก็จะมีความสุข

ฉันก็อยากมีความสุขแบบนั้นบ้างนะ
..........................

แม้ฉันจะยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง
ก็คงไม่สายไป ถ้าจะตั้งหลักพลังบวกไว้
คำตอบที่ฉันเขียนลงกระดาษ Post it ที่ระลึกหน้างาน Ignite คงจะใช้เป็นหลักฐานของการตั้งหลักครั้งนี้ได้
ที่ถามว่า... "คนๆ หนึ่ง สามารถทำอะไรได้"
ฉันคิดอยู่นิดหนึ่ง ก่อนเขียนตอบไป
ก็ไม่รู้ว่าจะเชยไปไหม ที่ตอบไปสั้นๆ และเรียบง่ายว่า
 

 
"ทำสิ่งดีๆ ในทุกๆ วัน"
 

...ฉันขอยืนยันประโยคนั้น ด้วยใจค่ะ...

เอนทรีนี้เราจัดให้กับ "ความเย้ายวนทางเพศ" โดยเฉพาะค่ะ  อ๊ะ! อะไรนะ? อยากดูรูปแบบ "คว้าง ผ่าง พรึ่บ" เหรอ โฮะโฮะ ไม่มี้ไม่มีหรอกค่า... เพราะต้องวาดให้ดูเป็นผู้ดีออกสื่อได้  ถ้าโจ่งแจ้งเกิน เดี๋ยวปกนิยายเขาจะถูกเซ็นเซอร์หมด (แต่ไม่ใช่ว่าวาดไม่ได้นะตัวเอง เพียงแต่กำแพงศีลธรรมมันก็ต้องมีกันบ้าง  งานออกสาธารณะต้องรับผิดชอบกันหน่อย)  แม้เราจะรู้ทั้งรู้ว่าเนื้อหานิยายบางเล่มนั้นมีบทรักถึงใจก็ตาม  แต่เราในฐานะคนทำปกแล้วก็ได้แต่วาดให้รู้ฟิลแบบพองามค่ะ  
 
ไม่อยากพล่ามเยอะ เพราะงานเรายังไม่เสร็จ แต่เอาฤกษ์ในช่วงปีใหม่มาอัพบล็อกก่อน.. (ช่วงนี้พยายามอัพถี่หน่อย)เพราะอาจจะได้ดองบล็อกยาวแล้วค่ะ  เริ่มเข้าสู่ "หน้านา" ที่ต้องพลีชีพให้กับงานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาแล้ว  มีแววว่าจะทำไม่ทันอยู่รำไรเชียว... เอิ่ม..หนูยังอยากได้ผู้ช่วยอยู่นะ ฮือ...
และถ้าเราจะอัพ ต่อไปเราจะอัพเพื่อโปรโมทกิจกรรม+หนังสือค่ะ  ใครที่อยากได้ตัวอย่างงานอ่านฟรีจากเรา โปรดติดตามต่อไปจ้า...
ก่อนจะไปดูรูป  เราขอ Happy New Year 2011 ก่อนนะคะ
ขออภัยที่มาช้าไปหน่อย และก็ไม่มีรูปวาดเล่นไว้กำนัลพี่น้องเลย   เพราะเราอู้ไปศึกษาการโพสนิยายมาค่ะ (<<หนึ่งในงานอดิเรกล้านแปดของเรา) แต่กลับทิ้งงานหลักไว้บนโต๊ะกองพะเนิน เพราะขี้เกียจหาข้อมูลอ่า...
เอาล่ะ เค้าไม่บ่นแระ มาซิเบิ่งรูปกันดีกว่า
 
 
 
 
 
รูปนี้... มิใช่โฆษณายาระบายนะจ๊ะ เพราะหุ่นคุณน้องเพรียวบางมาก  คอนเซปต์ทรวดทรงผู้หญิงแบบตัว S นี่เราชอบที่สุดเลย  ถึงหน้าใจของคุณน้องจะเล็ก (อยากจะวาดให้ตู้มเหมือนกัน แต่กลัวจะ X เกิน)  เราก็ขอเทใจให้การยืนบิดของคุณน้องมากๆ ค่ะ  ส่วนดอกลิลลี่นั้นแสดงถึงความบริสุทธิ์ พอมาเคียงข้างกับหุ่นสาวตัว S แล้ว... มันแสดงถึงความเย้ายวนทางเพศแบบเวอร์จิ้นเลยทีเดียวเชียว
เราชอบรูปนี้มากเลยแหละ แต่ก็มีบางคนเห็นแล้วกลัวเพราะไม่เห็นศีรษะคุณน้อง  บ่ช่ายผีหัวขาดเน้อ ฮ่าฮ่า
--------------------------------------------
 
แดงขรึมเข้มอย่างรูปนี้... เป็นฟิลที่เราชอบเหมือนกันค่ะ  ไม่เห็นหน้าค่าตาคุณนางแบบเช่นเคย แต่เรากลับรู้สึกว่ามันแสดงฟิลได้ดีกว่าเห็นหน้าตัวละครอีกนะคะ ไม่รู้ว่าคิดไปคนเดียวหรือเปล่า   เล่นองค์ประกอบน้อยๆ แต่ใช้สีแสดงความรู้สึกตามสไตล์หนังสือฝรั่ง เราชอบมากเลยค่า ดูผู้ดี๊ผู้ดีเนอะ  Embarassed
 
--------------------------------------------------------
 
ส่วนปกเล่มนี้ก็เป็นฟิลต่อเนื่องจากเล่มที่แล้วค่ะ  ก็เลยจัดไปคล้ายๆ กัน อาจจะออกแนวซาดิสม์นิดๆ เป็นกระษัย แนวสีทอง+น้ำตาลก็เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก  แลดูคลาสสิกดีค่ะ (มีคนทักว่าออกแนวทไวไลท์นะ แต่เราบ่ฮู้เลย  ^^'...  ไม่ได้อ่านอ่า) อันนี้เราตั้งใจใช้ริมฝีปากสื่อความหมาย สยิวกิ๊วกันนิดโหน่ยยยย////
------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
 
และรูปสุดท้ายของรอบนี้... เป็นรูปคู่ที่แสดงถึงความปรารถนาทางเพศอย่างชัดเจนค่ะ แต่ยังไม่ใช่ท่า "โจมตี" นะ ฮ่าฮ่า (โถ...ใครจะกล้าวาดล่ะ) เราชอบท่าทางประมาณนี้นะคะ  เพราะมันแสดงทั้งความรู้สึกทะนุถนอม + ความเย้ายวนลึกๆ แบบผู้ใหญ่ไปในตัวด้วย  ดูแล้ว อืม... ตีความได้หลากหลายดีค่ะ
----------------------------------------
 
 
ขออภัย หากหลายท่านตั้งความหวังจะมาดูรูปแนวจุ๊กกะดุ๋ย... ข้าน้อยไม่มีให้ มีแต่ภาพแนวเสพแล้วให้จิ้นเองนะจ๊ะ หุหุ
ส่วนภาพแรงส์หรือเปล่า ขอบอกว่า สีแรงส์ค่ะ แรงจริง โดยเฉพาะโทนแดงนี่จ้องจอนานๆ แล้วเนตรจะบอด 
 
อ่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอแปะโฆษณานิยายของตนเองกันบ้าง
เข้าไปอ่านกันได้ค่ะ ของแปลกตามสไตล์เรา  เขียนเอง วาดเอง แต่ไม่อยากแค่อ่านเองจริงๆ นะ.... -*-
นิยายแนวโรแมนซ์แฟนตาซี(ไทยๆ )จ้า  เรื่องนี้แหละที่เราเคยลองวาดเป็นการ์ตูนสั้น ถึงมันจะดูเป็นคนละฟิลกัน แต่จริงๆ แล้วมันก็เรื่องเดียวกันน่ะแล...
แปลกใจตัวเองตอนวาดการ์ตูนให้ใครอ่าน ดันไม่ค่อยอาย แต่พอเป็นเรื่องนิยาย นี่ตรูอายจริงๆ นะเนี่ย ///// แต่ตั้งปณิธานไว้แล้ว ยังไงมันก็ต้องออกสื่อล่ะ  อ้อ นิยายอาจจะสำนวนง่อยๆ เล็กน้อย-มากค่ะ... มือใหม่สุดๆ แต่ก็พยายามเต็มที่นะคะ ^^/
 
จิ้มเลย พี่น้อง ... อยู่ตรง Link อันที่สองของเราค่ะ 
หรือ Url ตรงนี้เลย มีรูปประกอบหวานๆ ให้ยลด้วยน้า
 
ป.ล. ฝากความคิดถึง (อีกแล้ว)
-  คุณทุเรียนกวน  - อุตส่าห์มาเยี่ยมแล้วเจิมให้ทุกครั้ง  ขอบคุณมากนะคะ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ไปเจิมที่บล็อกแก๊ง เดี๋ยวมีโอกาสจะรีบตามไปค่ะ
-  พี่น้องชาว Acho เก่าๆ (คาดว่าคงรู้กันว่าใคร อิอิ มีหลายคนอ่า) ที่แวบมาเจิมบ้างอะไรบ้าง  ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันจ้า
-  และพี่น้องที่เคยเขียนงานออกสื่อแล้ว ... เราขอเอาใจช่วยค่ะ  ทั้งงานการ์ตูนและหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเลย แวดวงหนังสือปีที่แล้ว โดยรวมแล้วก็ยอดขายตกกันหมด (ยกเว้นหนังสือบางประเภทที่ยังมีอัตราการเติบโตอยู่) สู้ๆ ต่อไปค่ะ  เราก็จะสู้เหมือนกัน ปีนี้เราต้องผลิตผลงานที่ดีๆ ให้ได้!!
เพราะได้หยุดปีใหม่ยาว เลยมาอัพเอนทรีเล็กๆ สักหน่อยค่ะ  คราวนี้จะขอเล่าความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เราทำงานให้พุทธศาสนา
 
จากที่เราเคยไปเรียนคอร์ส "ครูสมาธิ"  ของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร  (ตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)  จบรุ่นที่ 23  ได้ผ่านการธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์มาเรียบร้อยแล้ว  เราก็ได้ต่อยอดการปฏิบัติอีก เพราะที่ออฟฟิศจัดให้เราไปอบรม 7 วันที่วัดป่าโสมพนัส จ.สกลนคร ซึ่งเป็นสายหลวงพ่อเทียนค่ะ
ประสบการณ์ทั้งสองครั้งนี้ยิ่งใหญ่สำหรับเรามาก  ได้เปลี่ยนเราจาก "ชาวพุทธในทะเบียนบ้าน" เป็นชาวพุทธที่(พอจะ)เข้าใจวิถีของพุทธแล้ว  และเราก็ได้ตั้งปณิธานว่า จะช่วยเหลืองานทางพุทธศาสนา อยากลงแรงลงใจและลงเงิน ขอทุ่มสุดตัวสักครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง ถ้าโอกาสอำนวยแล้วจะไม่ปฏิเสธเลย
 
แล้วโอกาสก็อำนวยจริงๆ ค่ะ Embarassed
แต่อำนวยในแบบคาดไม่ถึงมากกว่า
เริ่มจากที่เราไปอบรม 7 วันกับ "หลวงตา" (แม้จะถูกเรียกว่าหลวงตา แต่ความจริงท่านก็ยังอายุไม่มากนะคะ) ที่วัดป่าโสมพนัส  ท่านรู้ว่าเราเป็นนักเขียนการ์ตูน  แล้วก็มีดำริอยากให้ลองวาดการ์ตูนธรรมะ เชิงอัตชีวประวัติของท่านดู  แต่พอลองวาดรูปท่านในแบบการ์ตูนแล้ว... ท่านก็บอกว่าไม่เห็นเหมือนท่านเลย (แป่ว...)  จนกระทั่งเรากลับกรุงเทพแล้ว หลวงตาก็ยังถามถึงเรากับพี่ที่ออฟฟิศ  ตอนนั้นเรางานยุ่งมาก เลยไม่ได้สานต่อการ์ตูนธรรมะของท่าน แต่ก็อยากทำให้ท่านจริงๆ
ผ่านไปหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง เรารู้ว่าหลวงตาท่านจะมากรุงเทพ  เอาล่ะสิ... ไปบอกพระบอกเจ้าว่าจะทำให้ท่าน ถ้าไม่ทำก็ถือว่าผิดคำพูดล่ะ  แล้วผิดคำพูดกับใครดันไม่ผิด ไปผิดกับพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสียงั้น... มันจะดีเหรอ??  จิตสำนึกบาปเริ่มทำงานอย่างหนักทีเดียว  
จนตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องวาดให้ท่าน  ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ใจเราไม่รู้สึกติดค้าง
ระหว่างที่คิดกำลังจะล้มตัวนอน มันก็นึกขึ้นมาได้ค่ะ
 
"ในเมื่อวาดการ์ตูนยังไงก็ไม่เหมือนอยู่แล้ว  ทำไมไม่วาดรูปเหมือนให้ท่านเสียเลยล่ะ?"
ไหนๆ ก็มีสกิลวาดแนว Real อยู่แล้ว ก็จัดไปเลยยยย!!
พอคิดได้อย่างนั้น คืนนั้นทั้งคืน  เราก็มีอาการปิติขึ้นจนนอนแทบไม่หลับเลยล่ะค่ะ (นี่ขนาดยังไม่ได้วาดนะเนี่ย ฮ่า~)
วันจันทร์ไปทำงาน เราก็ทำการขอรูปถ่ายท่านจากพี่ที่ออฟฟิศ  พอกลับถึงบ้านปุ๊บ ไอ้เราก็นั่งเพนท์เลย 
ก่อนจะเพนท์เราได้อธิษฐานว่า "ขอให้งานที่เราทำด้วยใจครั้งนี้ จงสำเร็จลงด้วยดี และขอกราบอนุญาตนำรูปหลวงตามาเป็นแบบด้วยนะคะ"
ระหว่างที่เพนท์ รู้สึกได้ถึงใจมันพองฟู และมีแอบกดดันเล็กน้อย เพราะกลัวจะไม่เหมือนท่าน  ถ้าวาดไม่เหมือนนี่เป็นเรื่องเหมือนกัน เพราะลูกศิษย์หลวงตาเยอะ คนวาดได้อับอายแน่นอน...
พอวาดไปสักห้าทุ่มก็ค่อยขึ้นไปนอน  แล้วมานั่งทำต่อในคืนวันอังคาร  ก็เป็นอันเสร็จค่ะ
แบบว่าไม่น่าเชื่อ!! วาดรูปเหมือนภายใน 2 คืน!!  เราไม่เคยทำได้มาก่อนเลยนะเนี่ย 
จนรู้สึกได้ว่า  "ทางเปิด" ให้เราจริงๆ
และผลงานที่ออกมานั้น... เราก็ภูมิใจมากเลย
รูปหลวงตา
 
 
   
 
จากนั้นก็จัดการเอาไฟล์รูปไปอัดที่ร้านถ่ายรูปเลยค่ะ  แต่คราวนี้เราก็มีปัญหาอีกว่า ร้านไหนจะปริ้นท์ดิจิตอลไม่เพี้ยนบ้าง ไอ้เราก็เลือกเอาร้านในห้างก่อน เพราะดูเชื่อถือได้  คราวนี้จ่ายราคาเท่าไรก็ยอมล่ะ
แต่กลายเป็นร้านในห้างกลับบอกว่า "ร้านของเขาปริ้นท์สีเพี้ยนนะ" ว่าแล้วก็แนะนำให้เราไปอีกร้านหนึ่ง พร้อมกับบอกอีกว่า "ร้านนั้นน่ะราคาถูกกว่าร้านของเขาเยอะเลย" (โห...จริงใจกับเราสุดๆ) เราก็เลยต้องระเห็จไปร้านที่เขาบอกด้วยอาการงงงวย
 
ปรากฏว่า ร้านที่เขาแนะนำให้นั้นพิมพ์ออกมาสีไม่เพี้ยนเลยค่ะ  สวยมาก! 
ขณะที่กำลังจะจ่ายเงิน ก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปสีทองที่วางหน้าร้าน  แวบหนึ่งคิดได้เลยว่า ต้องเข้ากันกับรูปของเราแน่ๆ และไม่รอช้า เราก็จัดการบอกเขาเอาใส่กรอบโลด!!
นอกจากปริ้นท์ได้สวยแล้ว พอใส่กรอบทองไปด้วย  ภาพเลยแลดูไฮโซสุดๆ เลยค่ะ
ทำเอาหัวใจคนวาดพองฟูเสียจนแทบระเบิดเชียว แม้กรอบรูปจะหนัก แต่เราหอบกลับบ้านแบบลัลล้ามากมาย คิดเลยว่าหากตอนนั้นถูกรถชนตาย จิต ณ ขณะนั้นได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน ฮ่าฮ่า
 
ในที่สุด.. วันที่รูปนั้นถูกถวายให้หลวงตา เราไม่ได้ไปด้วยค่ะ แต่พี่เขาเอามาเล่าให้ฟังว่า หลวงตาเห็นภาพนี้ก็ชอบ ท่านก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะใช้รูปที่เราวาดให้นี้ อัดไปให้เจ้าภาพกฐินที่วัดของท่าน  แถมยังเขียนลายเซ็นมาให้เราใส่ในรูปด้วย (คือ หลักฐานว่าท่านอนุมัติแล้ว) แล้วก็ปริ้นท์ดิจิตอลเพิ่มอีก
อืม...เราดีใจมากเลยค่ะ ภาพของเราได้ทำบุญอีกทอดแล้ว  Embarassed
แม้ภาพนี้จะมีแต่คนแซวว่า หลวงตาดูหนุ่มไปนะ หรือไม่ก็ ดูไม่ดุเลย (ตอนไปวัดท่าน เวลาฝึกปฏิบัตินั้นท่านดุมาก แต่เวลาคุยเล่นกับท่าน ท่านก็ใจดีมากๆ เลยค่ะ) 
เราก็...อ่า ด้วยจริตของนักวาด เราก็อยากทำให้ภาพท่านดูดีสิ แหะแหะ  ไม่อยากจะบอกว่าตอนที่ปาดรอยยับบนใบหน้านั้น  คนวาดเห็นแล้วรู้สึกประหลาดเลยรีบลบออกค่ะ  เอาเป็นว่า นี่เป็นรูปวาดตอนท่านยังหนุ่มละกันนะคะ แฮ่...
 
ปัจจุบัน : ภาพเหมือนนี้ ไปตั้งอยู่ที่วัดของท่านเรียบร้อยแล้วค่ะ  แล้วก็มีไว้ที่วัดสาขาของท่าน ที่ จ.เชียงใหม่ด้วย 
และโชคดีมากที่เราวาดรูปเหมือนถวายให้ท่านถูกจังหวะพอดี  เพราะเรามารู้ทีหลังว่า ลูกศิษย์ท่านจ้างให้ช่างวาดรูปเหมือนท่านด้วยสีน้ำมันนานแล้ว  แต่รูปสีน้ำมันนั้นก็ยังไม่ได้ค่ะ  รูปของเราเลยเสร็จตัดหน้าไปก่อน
 
ดีใจและภูมิใจมากจริงๆ กับงานครั้งนี้  ....
พอเปรียบเทียบความรู้สึกที่เราทำงานวาดปก  มันเทียบไม่ได้เลยกับงานที่เราวาดด้วยใจกุศล  เป็นการวาดที่เกิดปิติตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ  เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
เราจึงเริ่มจะเข้าใจศิลปินที่เขาอุทิศผลงานให้กับวัด  นั่นสินะ พวกเขาต้องอิ่มเอิบใจมากๆๆๆๆ เป็นแน่
เอาล่ะ .... เราก็ตั้งปณิธานต่อไป ขออุทิศแรงกายแรงใจทำบุญแนวสอดคล้องกับจริตเราแบบนี้อีก
เผื่อจะกุศลจะหนุนนำให้เราได้รู้แจ้งสักทีค่ะ ^^
 
อ้อ...ในเอนทรีหน้าอย่าพลาดนะคะ พี่น้อง!!
เราจะลงผลงานแบบ "แรงส์ + อีโรติกแบบผู้ดี" ให้ยลกันค่า~~
รับรองว่าคอนทราสต์กับเอนทรีนี้ล่ะ  เพราะงานนี้ทำด้วยกุศล  ส่วนเอนทรีหน้าเป็นงานสนองกิเลสมนุษย์อย่างเดียว
 
คิดเห็นอย่างไร คอมเมนต์กันได้นะคะ
(แอบพยากรณ์ไว้ว่า ถ้าเป็นรูปหลวงตาคงไม่มีใครกล้าโพสความเห็นแน่ๆ เลย เอิ๊ก... ^^')
 
วันนี้เราขอนำเสนอ "ของแปลก" อีกแล้วครับเพ่น้อง~  Embarassed ปล่อยภาพแนวเรียลสลับกับ Comic บ้าง เดี๋ยวจะเบื่อกันเนอะ (จริงๆ เราไม่ได้เตรียมงาน Comic ไว้อัพต่างหากล่ะ แฮ่.. อุบไว้ให้เซอร์ไพร์สดีก่า)
ต้นเหตุของการอัพวันนี้ ที่จริงแล้วอยากมาปัดฝุ่นบล็อกกันบ้างน่ะค่ะ เพราะเห็นพี่น้องขยันอัพบล็อกกันมากมาย แต่เรายังนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวก็กระไรอยู่นิ  เอาเสียหน่อย
ปกติงานจ็อบของเราคือ การวาดปกนิยาย ค่ะ ซึ่งถือเป็นการฝึกปรือฝีมือที่ไม่ค่อยจะมี แต่ก่อนก็รับวาดปกนิยายที่เป็นการ์ตูนนะคะ แต่พักหลังด้วยความที่เราไม่ขวนขวายหางานจ็อบ และก็ไม่เลือกจ็อบด้วย  เมื่อความนิยมของตลาดเปลี่ยนไป เราก็เลยได้แต่งานภาพคนเหมือนจริง ที่สารภาพไปแล้วว่าเราวาดแนวนี้ไม่เป็นเลยค่ะ แต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ทำได้  ก็เลยได้ทำ และทำได้ในที่สุด...
แล้วบก.ผู้ใจดี รู้ว่าเราถูกบีบบังคับแล้วจะทำได้ เขาก็สนับสนุนส่งงานเหล่านี้มาอีกตรึมค่ะ ซึ่งเราก็...แหะ แหะ...ทำได้ก็ทำ สนุกดีนะ แต่สนุกปนระทมนิดหน่อย  มันก็เลยได้วาด Real ไปทุกแบบตามออเดอร์ของนักเขียนค่ะ ตั้งแต่ ภาพวิว คน หรือแนวสัญลักษณ์ (เดี๋ยวจะทยอยลง Portfolio ไว้จ้า) ก็มีโจทย์มากมายให้ขบ ทั้ง ยาก ง่าย และงวยงง
จนบางทีเราก็สะดุดขึ้นมาในใจ  "เฮ้ย... แกมีธาตุเป็นนักเขียนการ์ตูนไม่ใช่เร้อ?  แล้วนี่แกทำอะไรอยู่เนี่ย?"  แต่อะนะคะ ตามประสา "ชีวิตคนเรามันเลือกไม่ได้ ถ้าเงินมาขวาง" (แหม...เหมือนจะเป็นปรัชญา ฮ่า ฮ่า) มันก็ต้องทำแหละ เขาอุตส่าห์ไว้ใจจ้างเรามา เราก็ไม่ควรให้เขาเสียเครดิตกัน  เอ้า จัดไป!
 
และแล้ว...
โชคชะตาก็นำพาให้เราไปเจอ งานเทสต์ปกที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะเจอมาก่อน
นั่นก็คือ "งานปกนิยายแนวพื้นบ้าน วรรณกรรมรุ่นคลาสสิก" ค่ะ   หากนึกสไตล์ไม่ออกโปรดนึกถึง "ไอ้ขวัญ กับอีเรียม" เข้าไว้  นั่นแหละ ประมาณนั้นเลย
ไอ้เราก็จินตนาการกระจาย.. โอว..กลิ่นโคลนสาปควาย ทุ่งนาฟ้ากว้าง ไอ้หนุ่มกลัดมัน กับอีนางผ้าซิ่น เหม่...ช่างเป็นอะไรที่ท้าทายเช่นนี้!! เกิดมาไม่เคยวาดจริงๆ นะเนี่ย แม้กระทั่งการ์ตูน เราก็ยังไม่กล้าวาดอะไรที่พื้นบ้านคลาสสิกอย่างนี้เลยค่ะ  (แต่มีบ้างกับรุ่นประชด อิอิ)
เราก็ตื่นเต้นที่ได้งานเทสต์แบบนี้  ต้องรีบขอบทประพันธ์เขามาอ่าน แล้วก็อึ้งไปอีก... 
 
โอ้ววว แม่เจ้า!! 
ปกติ เราจะรับใช้งานปกนิยายที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงค่ะ แน่นอน...ที่คนวาดปกต้องตีโจทย์ว่า หน้าตาพระเอกต้อง "หล่อ" แล้ว "หล่อ" แบบไหน? และมันก็ทำให้คนวาดรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจดีค่ะ ได้รังสรรค์หน้าพระเอกหล่อๆ หลายแบบ ฮ่าฮ่า~ นี่แหละ สวรรค์ของสาวผู้วาดปกทีเดียวเชียว
 
แต่นิยายเล่มนี้... มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ
เราจำได้ว่าอึ้งไปนานอยู่  ขณะอ่านข้อความที่นักเขียนอธิบายลักษณะของพระเอกไว้..
พระเอกเป็น ไต้ก๋ง =  ชาวประมง ผิวคล้ำกรำแดด
ไอ้เราก็ เอาวะ...ไต้ก๋ง แม้จะคล้ำ แต่หุ่นก็ล่ำเร้าใจได้ เพราะได้ออกกำลังกายใช้แรงงานบ่อย  แล้วแนวหนุ่มผิวคล้ำนั้น มันก็ต้องคู่กับใบหน้าเข้มคมคาย  โอเค... เรารับได้ หนุ่มล่ำหน้าคมก็มีเสน่ห์ไม่หยอก   
อ่านต่อไป...
นิสัยพระเอก  - "เป็นคนมีน้ำใจกับเพื่อนฝูงและลูกน้อง" ตรงนี้ก็โอเค  
"เขาเห็นนางเอกตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาวสะพรั่ง แล้วความคิดเขาก็เปลี่ยนไป  ...วันหนึ่งเขาเห็นเธอเปลือยกายอาบน้ำที่ริมท่าน้ำ   หลังจากนั้นก็มองเธออยู่เรื่อยๆ"  
เอ๊ะ...ชักจะยังไงๆ แล้วแฮะ  Foot in mouth
1. เขา "เลี้ยงต้อย" ใช่มั้ย?
2. แล้วก็ ถ้ำมองผู้หญิงด้วย??  นี่มันนิสัย "หื่น" นี่หว่า!!
เฮ้ย... หนุ่มผิวคล้ำ หน้าเข้ม หื่นด้วย 
เราจะไหวเหรอเนี่ย?... แต่เอาวะ คนมันหล่อ ทำอะไรก็ไม่ผิด (จริงอะ?)
ไม่เป็นไร อ่านต่อไป...
ครานี้ เจอบรรทัดที่ผู้เขียนบรรยายเต็มๆ  ที่ระบุชัดเจนว่า
พระเอกหน้าตา "ไม่หล่อ"
โอ้ววว   ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย~~~~  Tongue out
 
วิมานคนวาดก็ล่มสลาย... เพราะการระบุเพียง 2 คำ ว่า "ไม่หล่อ" นั่นเองล่ะค่ะ
แต่กระนั้น...เราก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการวาดภาพเทสต์ให้อยู่ดีล่ะ รับจะเทสต์แล้วนี่นา
ช่างเป็นภาพที่ทุกข์ทรมานดีแท้...
แม้เขาบอกว่าไม่หล่อ แต่เราก็ต้องทำให้แอบหล่อให้ได้ ฮึ่ม! ไม่ยอมแพ้หรอก  วาดเปลือยท่อนบนซะ เรียกคะแนนกันหน่อย (เอ๊ะ ยังไง?)
ส่วนชะนี... เอ๊ย นางเอก เน้นให้หน่อยก็ได้ เพราะนี่เป็นนิยายน่าจะขายผู้ชายมากกว่า (ชิ) แม้จะเปลือยท่อนบนไม่ได้ ขอคอกระเช้าซีทรูละกัน  จัดไปให้เซ็กซี่!! (น่านนน)
 
ภาพออกมาก็เลย... งึมงำงึมงำแบบนี้ละค่ะ...
 
 
 
 
วาดแล้วฮาก๊ากเอง  (จริงๆ มีเวอร์ชันแอบใส่ชื่อเรื่องด้วยฟอนท์โบราณด้วยค่ะ อันนั้นฮากว่าอีก แต่ไม่แปะนะคะ เกรงใจงานเขียนชั้นครู)
เราเลือกให้พระเอกหลับตา เพราะเกรงว่าลืมตาแล้วจะหล่อเกินไป ไม่เข้าคอนเซปต์
แถมยังจิกชายผ้านางเอกอีก (ก็หื่นไง แบบว่า ซีนต่อไปมันจะถลกเสื้อนางเอกใช่มั้ย เอิ๊ก?)
ส่วนนางเอก ได้ข่าวตามเรื่องว่าแค่ 16 ปี แต่เราจัดให้เซ็กซี่ เธอก็เลยกลายเป็นสาว 25 ดูเป็นคุณหนูไฮโซติดเกาะไปโดยปริยาย
เอวัง...
 
ต้องพยักหน้าให้กับตนเองเลยว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ ค่ะ...
และโดยไม่ต้องมีใครบอก  งานชิ้นนี้เทสต์ไม่ผ่านอยู่แล้ว  เรารู้ได้ด้วยตนเองค่ะ ฮ่าฮ่า
แต่ทำไมก็ไม่รู้  เราแอบดีใจที่เทสต์ไม่ผ่านนะคะ เพราะถ้าเทสต์ผ่านขึ้นมาเนี่ย.. ต้องรับวาดแนวนี้อีกประมาณ 20 ปก คร่อก...
ได้เมาความไม่หล่อของพระเอกตั้ง 20 ปก เราเองก็ไม่ไหวหรอกน้า..
 
.......... จากหัวข้อเอนทรี "ผิดตรงไหน ที่เราวาดไม่ลูกทุ่ง แล้วมุ่งแต่ไฮโซ"
ไม่มีอะไรผิดหรอกค่ะ  เพราะถ้าผิด มันก็ผิดที่คนวาดน่ะแหละ ฮ่าฮ่า  ดั๊นไปเลือกธีมที่ไม่เข้ากับตนเอง สมควรแล้วล่ะนางเอ๊ย
.......................................
เป็นอันปิดคดีไปกับปกนิยายแนวพื้นบ้าน ที่คิดว่าชาตินี้คงไม่รับงานประมาณนี้อีก
 
ว่าแล้ว เราก็มาเปลี่ยนสายตา ดูภาพผู้ชาย(ที่เราคิดว่า)หล่อ กันบ้างดีกว่า หุหุ
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับรูปที่แล้ว  เราขอจัดภาพอีกแนวให้ยลกันนะคะ
ภาพนี้มีธีมเป็น เจ้าหญิง- เจ้าชาย ค่ะ  ซึ่งต้องอ้างอิงจากนิทานเรื่องหนึ่ง  ลองเดาดูสิว่ามาจากเรื่องอะไรเอ่ย?
ถ้าเดาไม่ได้ จัดว่าพลาดการ์ตูนวอลต์ดิสนี่ย์ดีๆ ไปเรื่องหนึ่งเลยนะคะ (ใบ้ให้แล้วนะเนี่ย) Embarassed
อันรูปผู้ชายนั้น  เราสารภาพว่า "มั่วเอง" ตลอดค่ะ  วาดไปอย่างที่ตนเองคิดว่าหล่อ
เมื่อวาดเสร็จ  มีพี่ชายยืนอยู่ด้านหลัง (คนเมนต์ขาประจำ) มองแล้วบ่นพึมพำ
"เหมือน ริท เดอะสตาร์"
ไอ้เรางงค่ะ... ใครฟระ? ริทเดอะสตาร์... ทำงานจนแทบไม่ได้ดูทีวี จะไปรู้ได้ไงว่าไผเป็นไผ ยิ่งรายการเดอะสตาร์ ไม่เคยแม้จะจิ้มรีโมททีวีผ่าน
เมื่อพี่ชายเขาอุตส่าห์บอก เราก็เลยต้องไปดูโหงวเฮ้งคุณริทกันบ้าง  แล้วก็งวย... เหมือนยังไง (เข้าใจว่าเหมือนที่ทรงผมของริทตอนนั้นอย่างเดียวละมัง)
เอาวะ... ถ้าพี่ชายมองว่าหล่อก็จบ  เอิ๊ก...
(จริงๆ เราว่ายากนะที่ผู้ชายด้วยกันจะชมว่าหล่อ ถ้าเขาชม ก็ถือว่าผ่านล่ะ)
................................
 
และอีกภาพหนึ่ง ที่เป็นเคสวาดเป็นคู่ แล้วหน้าผู้ชายก็ต้อง "มั่ว" อีกเหมือนกันค่ะ  วาดยากมากเลยเพราะเป็นโคลสอัพ  วาดพลาดไม่ได้ เพราะถ้าวาดอวัยวะไม่ถูกต้องนี่ จะเห็นชัดเลยว่าพิกลพิการ ถ้าหน้าพระเอกไม่ขาย คนวาดจะขายหน้าแทนค่ะ  และกรณีนี้ก็ตลกดี ที่มีคนทักหน้าพระเอกไม่เหมือนกันสักรายเลยค่ะ
มาดูกัน...แต่นแต๊นนนน
 
 
 
 
 
ทายซิ ...หน้าพระเอกคล้ายใครเอ่ย?
พี่ชายบอก คล้าย "สเตฟาน"
เพื่อนๆ น้องๆ ก็บอกว่า คล้าย "โฬม" บ้าง "โดม" บ้าง  (คล้ายตรงไหนอ่ะ? พี่น้อง)
แต่คนวาดน่ะไม่รู้หรอกว่าคล้ายใคร ก็ผสมๆ มั่วๆ เอาอ่ะค่ะ
แล้วรายสุดท้ายที่บอกนี่ ฮาสุด
เรารู้จักกับพี่นักเขียนคนหนึ่ง  แล้วพี่เขาได้เห็นรูปเราจากดิสเพลย์ MSN ก็เลยเข้ามาทัก
เขาบอกว่า รูปผู้ชายคนนี้ คล้าย "น้องชาย" ของเขาค่ะ
...โอ้!! ไอ้เราก็รีบเลย ขอดูรูปถ่ายคุณน้องชายจากคุณพี่นักเขียนโดยด่วน
แล้วก็อึ้ง ไม่น่าเชื่อ! พระเอกที่เราวาดเอง ดันไปพ้องกับหน้าน้องชายพี่เขาได้ยังไง มันคล้ายกันจริงๆ ด้วยแฮะ จอร์จ!! 
(แสดงว่า น้องชายของพี่นักเขียนเขาหล่อนะ ฮ่าฮ่า)
................................................
ภาพสำหรับเอนทรีนี้หมดแล้วล่ะค่า...
แต่ตอนนี้เราขอมุ่งไปงานหลัก Comic ก่อนละกัน  แบบว่างานล้นโต๊ะไม่ไหวจะเคลียร์แล้วค่ะ 

ท้ายนี้ก็ขอขอบคุณมากค่ะ ที่อ่านกันจนจบเนอะ ^^'
คิดเห็นอย่างไร ทิ้งคอมเมนต์ไว้ได้นะคะ นานๆ เราจะมาถี่ๆ อิอิ Smile 
แอบมาอัพอย่างไว ก่อนจะมีเหตุให้ไปเคลียร์งานอีกจ้า  >0<
มาคราวนี้ยกผลงานเทสต์วาดการ์ตูน Idol ค่ะ อ่อ อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ  การ์ตูน Idol จริงๆ นะ 
ที่เราวาดไปก็กุมขมับไป  ตูนี่นะ... จะวาดเส้นได้เก่าไปถึงภพไหน นี่หรือคือแนว Idol!!  Oh My Buddha!
แถมใครเห็นใครก็ทัก แม้แอบพยายามให้ดูเป็นเทรนด์เกาหลี มันก็ยังค่อนไปทาง "ไทย" (โบราณ?)อยู่ดี แบบว่าหลอกคนอื่นไม่ได้เลยค่ะ
จนเราเองก็เริ่มงงงวย ไม่รู้ว่าไอ้ที่เขาบอกว่า คำว่า "ไทย" ในงานนั้น  คือ คำชม(ว่ามีเอกลักษณ์) หรือ คำติง(ว่างานไม่มีคุณภาพ)กันแน่?
ใครก็ได้อธิบายให้หนูเข้าใจที...
 
จากงานชิ้นนี้ เราก็ได้รู้ว่า "เราไม่ได้เกิดมาเพื่อการ์ตูน Idol"
ก็นะ... ดูจากจิตตัวเองก็รู้ค่ะ เราไม่ชอบอะไรหวือหวามากๆ แล้วลายเส้นจะไปแนว Idolได้ยังไงหนอ  ลักษณะงานมันก็ฟ้องตัวตนของคนวาดลึกๆ ข้างในจริงๆ ด้วยล่ะค่ะ (แต่จริงๆ ถ้าหวือหวา+แนวมากๆ เราอาจชอบได้นะคะ คือ ยังคง
คอนเซปต์ชอบของแปลกอ่ะ แต่ถ้าเป็นของยอดนิยมแล้วหวือหวาด้วย  ส่วนมากเราจะไม่ปลื้มสักเท่าไหร่)
 
อืม..บ่นคำว่า "ไทย" เราก็เลยเอางานฟิลไทยจัดๆ มาให้ยลด้วยค่ะ
ขอรับรองในความแปลกกันเลยทีเดียว  และงานนี้ก็เคยได้ตีพิมพ์แล้วนะคะ ฮ่าฮ่า เมื่อเกือบ 7 ปีที่แล้วมั้ง  อีกทั้งเป็นงานที่รอดมาจากฮาร์สดิสก์ล่มเมื่อ 2 ปีที่แล้ว  ดีที่เราแบ็คอัพไปก่อนหน้านั้นบ้าง เลยเอามาลงบล็อกทีนี่ให้หายคิดถึงค่ะ   แต่ลายเส้นเก่ามากนะพี่น้อง โปรดทำใจก่อนดู...
จากการ์ตูนสั้นจำนวนหน้า 8 หน้า  เราตัดมาให้ดู 2 หน้าค่ะ เอาเฉพาะหน้าที่พลังวัตรเยอะหน่อย
เอาล่ะ มาดูกันเลยว่าไทยขนาดไหน  เอิ๊กๆๆ
 
หน้าแรก โปรดสังเกตช่องบน...  เราตั้งใจกว่าหน้าตัวละครโคลสอัพเสียอีก  และมั่นใจว่านี่คือป่าเมืองไทย เพราะมีต้นกล้วยโดดเด่นเป็นสง่าค่ะ ฮ่าฮ่า  เห็นมั้ย ไทยกันตั้งแต่ช่องแรก   หากใครตาดีๆ จะสังเกตว่าเราแอบวาดต้นไผ่ไว้ด้วยค่ะ  ว่าแต่จะมีใครดูออกไหมนี่?
 
 
 
 
 
 
หน้าที่สี่  เอ้า! ไม่ไทยไม่แปลกก็ให้มันรู้ไปสิ  วาดออกแนวประชดขนาดนี้แล้วน่ะ  (อาจจะไม่ไทย แต่แปลกน่ะชัวร์ )
 
 
 
 
* พอเอางานปัจจุบันมาเทียบกันกับชิ้นนี้ เราก็พบว่าลายเส้นมันไม่ค่อยต่างกันเลยแฮะ เก่าอย่างไรก็เก่าอย่างนั้น...เอวัง... Foot in mouth
 
อัพกันพอหอมปากหอมคอนะคะ
 
ท้ายนี้  ฝากความคิดถึง
"คุณทุเรียนกวนฯ"  ขออภัยที่ไม่ได้ไปเยี่ยมบล็อกแก๊งเลยนะคะ แต่เรื่องนางสาวโต๊ะโตะจังนั้น เราไม่ลืมค่ะ ฮ่าๆๆ  หากวันไหนเราอัพบล็อกแก๊ง ขอให้รู้ว่าวันนั้นภูมิอากาศจะแปรเปลี่ยนค่ะ
"คุณวีวี่"  คีดถึงคุณวี่มากกกกก ค่ะ  เราเองก็ย้ายบ้านมาโดยไม่คิดอะไร เพราะแค่รู้สึกว่าบล็อกแก๊ง พวกการ์ตูนนั้นเป็นชนกลุ่มน้อยมากๆ ยิ่งกว่าชาวเขา.. แต่ถึงเราย้ายบ้านมาก็ยังคงคอนเซปต์เดิมค่ะ คือ "ดอง" บล็อก (เราคงมิต่างกันเท่าไรค่ะ อิอิ)
 และเพื่อนๆ ทุกๆ คนที่เคยมาเยี่ยมบล็อกกันนะคะ ^^ ขอบคุณมากๆ ค่า
แนวภาพย้อนแสง- ปกติจะคุ้นเคยกันกับเทคนิคการถ่ายรูปค่ะ แต่นี่เป็นงาน CG  อะน้า ^^
ภาพที่เห็นเงาที่สามารถบอกได้เลยว่า วาดง่ายมากๆๆ  ยิ่งมีแบบก็ยิ่งง่ายค่ะ เพียงแต่ทำความเข้าใจเรื่องบรรยากาศเพิ่มเติมเท่านั้นเอง  ก็ดูเป็น "อาร์ต" ขึ้นมาแล้ว
งานที่เอามาโพสครั้งนี้ก็เป็นปกหนังสือเช่นกันค่ะ  เพราะเราไม่มีรูปวาดเล่นค่ะ   วาดทีไรมันต้องเป็นงานทุกที ไม่เคยซ้อมมือก่อนเลย ไปใส่งานจริงโม้ดดดดด!!
และ 2 ภาพนี้ก็เป็นออเดอร์โดยตรงจากนักเขียนเองเลยค่ะว่าขอภาพแนวย้อนแสงที่ดูโรแมนติก  เราก็จัดห้ายยยย...  ทั้งแอบดีใจ แนวนี้ทำง่ายได้อารมณ์ด้วย ฮ่าฮ่า เสร็จโจร... เอ๊ย ม่ายช่ายยย
จัดไป 2 เล่ม จากเรื่องของนักเขียน ตีโจทย์ออกมาเป็นเฉกนี้
 
1.  ยามเย็นจีบกัน
 
 
 
2.  ยามค่ำแต่งงาน (จะไวไปไหน?)
 
 
 
จากการทำ CG 2 รูปนี้ ...สิ่งที่ยากจริงๆ คือ ทำอย่างไรให้ภาพมันดู "มีอะไร" นอกจากคนย้อนแสงนี่ล่ะค่ะ   อะไรบ้างที่เสริมบรรยากาศให้โรแมนติกมากขึ้นไปอีก  เราก็ใส่กรอบเข้าไป ตบเอฟเฟ็กต์ไปอีก เอ้า!  ใช้สกิลสกรีนคอมมิคให้เป็นประโยชน์ซะ   เริ่มทำให้ปกดู"รก" ขึ้นมาในบัดดล  แต่เราก็ไม่ยอมเอาออก เพราะชอบเป็นการส่วนตัวค่ะ ฮ่า~
ก็เป็นอันสำเร็จเสร็จสิ้น....
จนตอนหลังเราแอบรู้ว่า ภาพแนวนี้ คนอ่าน(ชาวไทย)ไม่นิยมอ่ะค่ะ   กรี๊ดดดดดดดดด!!
แต่เหมือนจะเข้าใจว่าทำไม .. เฮ้อออออ
เรามีเรื่องปวดใจหลายเรื่องด้านทัศนคติผู้อ่านค่ะ 
.....ความเป็นจริงหลายๆ อย่างในวงการสิ่งพิมพ์มันเจ็บปวดไม่น้อยเลยล่ะ 
เข้าใจว่า เมื่อมีด้านสว่างก็ย่อมต้องมีด้านมืดกันอยู่แล้วล่ะนะคะ...  
ไว้วันหน้าวันหลังจะเขียนบ่นไว้ค่ะ  เผื่อจะเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นที่อยากเดินสายนี้ในอนาคต
อ้อ...ไหนๆ ก็ตั้งใจโพสแว้ว เพื่อนๆ คอมเมนต์กันได้นะคะ  ^ ^/
(ขอติดหนี้คอมเมนต์ไว้ก่อนน้า... งานยังสางไม่หมดค่ะ  มันมาตลอดเวย์ โอ๊ย... เมื่อไหร่จะหมดนะ)
 
ปล.
* เอนทรีหน้าเราตั้งใจว่าจะอัพ Comic ค่ะ  งานตัวอย่างฮาๆ ที่เรายังไม่เข้าใจตัวเองเรื่อง "เชื้อชาติ" ในการ์ตูน วาดเองฮาเอง (จริงๆ ก็แอบกุมขมับอยู่อะค่ะ) คอยยลละกันเน่อ
 
* แม้กระทั่งวันหยุด ณ วันที่อัพบล็อกอยู่นี้  เราก็ยังมีงานเข้าไม่หายค่ะ   ..."หน้านา" นี้ยังไม่หมดไป ต้องรีดพลังวัตรไปช่วยคนอื่นด้วย    T0T  หนะ...หนูอยากพัก ได้นอนสบายๆ บ้างนะ  แง้~~
มาคราวนี้ เอารูปแนว "เกือบเหมือน หรือ กึ่งเหมือนจริง" (Semi Real) มาโพสค่ะ
คือจริงๆ แล้วเราไม่ได้ตั้งใจวาดแนวนี้เลย  แต่มันออกมาแบบนี้เอง...ก็เลยถูไถว่าเป็นแนว Semi Real เพื่อให้ดูดี  ฮ่าๆๆ
ด้วยตอนวาดนั้น เราก็งุนงง จากสกิลด้านรูปเรียลลิสต์เป็นศูนย์  อยากวาดให้เหมือนก็ไร้ความสามารถ แต่ดันมีสกิลคอมมิคนิดโหน่ย  เลยหยิบยกเอาสกิลอย่างหลังมาใช้กลบเกลื่อนค่ะ  จึงมาเป็นภาพ Semi Real โดยไม่ได้ตั้งใจเสียอย่างนั้น?... (มีเพื่อนๆ คนไหนเป็นแบบเราบ้างไหมนี่..?)
ซึ่งก็นับเป็นอะไรใหม่ๆ มาจากความมั่วๆ แถมยังเป็นงานจริง ที่ไม่เคยมีการซ้อมเทคนิคมาก่อนอีกต่างหาก -0-
รูปแรกที่เราทำแนวนี้ออกสาธารณะค่ะ
 
แต่นแต๊นนนนน~~
 
 
(คาดว่าอึ้งกันไปประมาณหลายวินาที)
ดูประหลาดดีใช่ไหมคะ? เอิ๊ก... ^ ^'
ภาพจะเรียลก็ไม่เรียล  แถมยังโปะเอฟเฟ็กต์แบบการ์ตูนเข้าไปอี๊ก~!
อะนะ... คนวาดก็ไปไม่เป็นเลยค่ะ
แต่ไอ้ที่ยาก ไม่ใช่คนค่ะ แต่เป็นบรรยากาศ+ ฉาก
เรานั่งยิงเปอร์สเปคทีฟสดๆ ในคอมพ์ ซึ่งจริงๆ มาคิดได้ทีหลังว่า วาดข้างนอกแล้วสแกนเข้ามา มันจะง่ายกว่าอะน้า...
แถมยังทุ่มเทความตั้งใจกับซุ้มดอก "สร้อยอินทนิล" มากมายยย  เพราะการวาดดอกไม้นี่ของโปรดเราเลยค่ะ
จนเหมือนจะลืมไปว่ามีคนนั่งอยู่เป็นจุดเด่นของภาพ  Foot in mouth
เราก็นึกแปลกใจตัวเอง  เพราะจริงๆ เวลาวาดคอมมิค เราจะไม่ชอบวาดฉากเอาเสียเลยค่ะ
แต่พอได้ทำงานปก  กับงานปกที่เป็นฉาก เราก็มักจะ "บ้าพลัง" ทุกทีไป... ละเลงยิบๆๆ ชนิดขยายดูได้เลย 
อันนี้...ก็ไม่รู้จะบ้าไปทำไมเหมือนกัน  แถมตอนพิมพ์ก็ไม่ได้เห็นความพยายามตรงนั้นซะหน่อย  -0-
หรือที่จริงแล้ว เราอาจจะชอบวาดฉากโดยไม่รู้ตัว?
(แต่ขอเว้นแนวสิ่งก่อสร้างอลังการ์ไว้สักอย่างเถอะน้า อย่างรูปหอไอเฟลในเอนทรีที่แล้ว ก็ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ )
เอนทรีนี้ขอปล่อยของเพียงรูปเดียวนะคะ พี่น้อง~~
เพราะอัพบล็อก พิมพ์ไวปานความเร็วแสง ฉลองงานเสร็จไปอีกหนึ่งชิ้นค่า
(แต่ยังเหลือคิวอีกตรึม แต่เป็นงานออกช่วงหลังเทศกาลหนังสือเดือนตุลาค่ะ ก็จะได้หายใจหายคอทำอย่างอื่นกันบ้าง)
คาดว่าพักหลังนี้คงได้มาอัพบ่อยกว่าเดิมแล้วล่ะจ้า 
ที่ติดตอบคอมเมนต์เพื่อนๆ ไว้นานอักโข... คงจะได้ฤกษ์เคลียร์เร็วๆ นี้แย้ว โอเย~
ก็ขอขอบคุณ เพื่อนๆ พี่น้องทั้งหลายที่อุตส่าห์แวะมาเยี่ยมเยียนกันนะคะ  ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ค่อยเข้า ร้างจนราจะขึ้น แต่ก็ยังมีเพื่อนแวะมาเยี่ยม ดีใจมากเลยล่ะค่ะ  วันหลัง (ถ้าว่าง) จะเปลี่ยนพฤติกรรมแระ